May 17, 2018

[FANFIC] FTISLAND 'SWEET PEPPER' (SEUNGJAE) 1/3




ผ้าแพรสีนิล






เศษเสี้ยวอาภรณ์
ของผู้ที่เป็นเจ้าแห่งวิญญาณทั้งปวง






สมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ ที่ถูกเล่าขานต่อกันมา...
 ว่าเขาผู้นั้นเคยสัมผัสกับดินแดนแห่งความตายในสภาพที่ยังมีลมหายใจ



และได้รับของกำนัลหนึ่งสิ่งจากยมทูต












หนทางหนึ่งเดียว
ที่จะสามารถนำพาชีวิตอันสูญสลายกลับมาอีกครั้ง












SWEET PEPPER
 #ฟิคพริกหวาน 

CHAPTER ONE.







Seunghyun   x   Jaejin






Genre: A/U, Yaoi, Drama, Fantasy
Rating: PG-13






เมื่อหนึ่งชีวิตถูกทำให้กลับมาโดยการต่อรองกับผู้ครอบครองวิญญาณ อิทธิฤทธิ์แห่งผ้าแพรสีนิลจะสูญสิ้นและกำเนิดขึ้นใหม่หลังเวลาผ่านไป 99 ปี






ในที่สุด…






คืนนี้ผมเข้านอนเร็วกว่าวันอื่น ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้ารายล่าสุดบรีฟงานรู้เรื่อง ทุกอย่างเลยเสร็จไว แต่สาเหตุหลักคือผมมี บางสิ่ง ที่ต้องทำ


ขั้นตอนของพิธีกรรมถูกศึกษามาอย่างดีแล้ว อันที่จริง มันก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากเหมือนกับที่เราเคยเห็น ๆ กันในภาพยนตร์หรือละครทีวี ทั้งหมดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดก็มีแค่การนำผ้าผืนนั้นไปไว้ใต้หมอน

จากนั้นก็หลับตา


และฝัน












“ใคร คือคนที่เจ้าอยากพากลับไป”

“รักหนึ่งเดียว…
ชายที่ถูกท่านพรากจากโลกไปในวันนี้ของปีที่แล้ว”

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าสุดท้ายแล้ว
มนุษย์ตนนั้นจะฟื้นคืนชีพมาอย่างไม่ครบถ้วนสมบูรณ์”


มีบางอย่างที่ต้องเจรจาต่อรอง

บางอย่างที่ต้องเลือก


ผมพยักหน้า


“กล่องเสียง หรือลูกนัยน์ตา”












ผมตื่นขึ้นบนเตียงที่อีกฝั่งไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนก่อน


น้ำหนักตัวที่กดผ้าปูที่นอนจนยุบบวกกับเสียงลมหายใจเบา ๆ ข้างกายทำให้ผมร้องไห้ออกมา

...อย่างหนัก






อี แจจิน กลับมาแล้ว






ผมค่อย ๆ คว้ากอดร่างนั้นไว้ เขาเขยิบตัวเข้ามาใกล้ผมเล็กน้อยเหมือนที่ทำอยู่ทุกทีเวลาเราอยากนอนกอดกัน


สัมผัสแสนอบอุ่นเช่นนี้จากผมไปหนึ่งปีเต็ม


ซึ่ง… ความโหยหาทั้งหมด

มันทำให้ผมไม่สามารถกลั้นเสียงสะอื้นไว้ได้อีก


“ฮึ่ก…”


เหมือนว่าแจจินจะตื่นแล้ว เขารีบพลิกตัวหันกลับมาอย่างร้อนรน ผมมองหน้าคนรักไม่ชัดเพราะน้ำที่เอ่อคลออยู่ในดวงตา


เพิ่งรู้สึกว่าตัวเองร้องไห้จนตัวโยนก็ตอนที่ปลายนิ้วของเขายื่นมาลูบเช็ดสายน้ำตาที่อาบหน้าผมอยู่

ดวงตาของผมยังคงปรับภาพไม่ได้

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้แจจินกำลังมีสีหน้าทุกข์ใจแค่ไหน


“ชั้นฝันร้าย...” ผมซุกหน้าลงกับบ่าเล็กทันทีที่เขากอดผม สาบานกับทุกสิ่งบนโลกว่านี่จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมร้องไห้ต่อหน้าแจจิน “ชั้น ฝันว่านายหายไป”


แจจินบีบมือผมแน่นราวกับจะย้ำเตือนว่าเขาอยู่ที่นี่ตรงนี้ เขาจูบผม สัมผัสร่างกายผม และทำทุกอย่างเพื่อให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน


ทำทุกอย่าง

ยกเว้นพูด






ถึงแม้ว่าชีวิตที่ถูกพากลับมาจะเคยสูญสลายไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่การฟื้นคืนชีพนั้นย่อมเป็นเหมือนเพียงการตื่นจากหลับใหล


พวกเขาไม่รู้

ว่าตนเองเคยตายมาก่อน






“ชั้นรักนายนะ”


สามวันหลังจากที่ผมได้คนรักกลับคืนมา แจจินยังคงแสดงท่าทีเป็นห่วงใต้ตาที่ทั้งบวมและแดงของผม


มันน่าสมเพชนะที่จู่ ๆ ตัวเองก็กลายเป็นคนอ่อนแอ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรก…

เพียงแต่เขาแค่ไม่มี โอกาส ที่จะได้เห็นผมในสภาพนั้น


เปลือกตาของผมหลับลงรับลมหายใจอุ่นขณะที่เขาเขย่งตัวขึ้นมาประทับจูบบนโหนกแก้ม เรายิ้มให้กันก่อนที่ประโยคบอกรักจะถูกเอ่ยขึ้นอีกรอบ


“ถึงเมื่อก่อนหรือแม้แต่ตอนนี้ สิ่งที่ชั้นทำกับนายไม่อาจยังไม่ชัดพอ…”


แจจินทำสายตาแบบเดียวกับอี แจจินในอดีต ความรู้สึกข้างในนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยอ่านออกเลยจนกระทั่งเขาจากไป แต่หนนี้มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง


“ก็ต้องใช้คำพูดเป็นตัวยืนยัน ว่าชั้นจะรักนายคนเดียวเท่านั้น”


ไม่ต้องกังวลอีกแล้วนะ


อยากจะขอปัดเรื่องงานอันน่าปวดหัวออกไปจากชีวิตสักพัก ผมละทิ้งกองเอกสารทั้งหมดบนโต๊ะเพื่อมาอุทิศตนเป็นลูกมือของแจจินสำหรับอาหารมื้อค่ำของวันนี้ แต่หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงผมกลับพบว่าตัวเองเอาแต่ยืนพิงกำแพงจ้องแฟนทำกับข้าวอยู่เงียบ ๆ ไม่มีแม้แต่จะเอ่ยปากถามถ้าหากว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ


รู้สึกผิดสุด ๆ


“เดี๋ยว นั่น... พริกหวานเหรอ” ผมประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ในมือของแจจิน “นายกินพริกหวานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”


เสียงหัวเราะของผมทำเอาแจจินขมวดคิ้วไม่พอใจ แต่นั่นก็ยิ่งน่าสงสัยหนักเข้าไปอีก รู้มั้ยว่าครั้งก่อนเราแทบไม่มองหน้ากันเป็นวัน ๆ เพียงเพราะผมบังคับให้เขากินพริกหวาน … ผักที่เจ้าตัวเกลียดที่สุด


แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น


“ไหนเคยบอกว่ามันเหม็นไง” ผมหยิบชิ้นพริกสีแดงเข้มที่เขาหั่นทิ้งไว้บนเขียงมากินกะจะแกล้งพ่นกลิ่นปากใส่ แต่ก็ต้องหยุดความคิดไว้แค่นั้นเนื่องจากแจจินเพิ่งจะยื่นอะไรอย่างอื่นมาให้ผม


โทรศัพท์มือถือ


“อะไรน่ะ” ผมก้มลงอ่านหัวข้อบทความ ๆ หนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอ


15 สุดยอดอาหารบำรุงสายตา
ดูแลสุขภาพดวงตาให้หมดปัญหาอย่างได้ผล


ผมละสายตาจากเครื่องมือสื่อสารแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนรักที่กำลังยกนิ้วชี้ทั้งสองข้างขึ้นป้ายใต้ตาของตัวเองก่อนจะชี้กลับมาหาผม

ภาษามือแบบง่าย ๆ ซึ่งน่าจะแปลว่า “เลิกร้องไห้ได้แล้ว” ถูกส่งออกมาจากผู้ชายตรงหน้า ผมหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วบอกกับแจจินว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีก แอบขโมยพริกหวานอีกสักชิ้นแล้วหมุนตัวเดินออกมา


ปาดน้ำตา…


มันจะไม่เกิดขึ้นอีก


ดินเนอร์ที่บ้านแบบเรียบง่ายถูกปิดท้ายด้วยเมอร์โลท์ไวน์ที่ผมได้มาจากลูกค้าคนหนึ่งเมื่อสองสามเดือนก่อน คอแอลกอฮอล์อย่างแจจินทำหน้าสงสัยนิดหน่อยเมื่อเห็นผมเดินถือมันมา ก็เลยต้องอธิบายหลบหลีกไปว่าตั้งใจซ่อนไว้เป็นเซอร์ไพรส์

ทุกครั้งที่เราดื่มด้วยกัน ผมจะเป็นฝ่ายนั่งรออยู่เฉย ๆ ในช่วงแรก


“ถูกใจมั้ย”


มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกันกับนักดื่มทั่ว ๆ ไป ที่จะต้องดมกลิ่นไวน์ของพวกเขาก่อน

ผมก็ชอบทำแบบนั้น...ด้วยวิธีการในแบบของผมเอง


ร่างในอ้อมแขนกำลังจดจ่ออยู่กับกลิ่นองุ่นหมักในแก้ว ดวงตาจ้องนิ่งไปที่รายการข่าวบนจอทีวีทว่าสมาธิยังคงพิจารณารสชาติของเครื่องดื่มที่เพิ่งไหลเข้าปาก ระหว่างรอคำตอบ ผมมีโอกาสพินิจส่วนเว้าโค้งอันได้รูปบนใบหน้าของคนรัก...เป็นครั้งที่่เท่าไหร่ไม่อาจนับ


แพขนตาที่สั่นระริกจากการครุ่นคิด

ริมฝีปากอิ่มถูกเคลือบบาง ๆ ด้วยเมอร์โลท์ไวน์สีแดงสว่าง

ลูกกระเดือกที่เคลื่อนขึ้นลงตามจังหวะของการกลืน

หน้าอกที่ยุบเข้าและพองออกอย่างช้า ๆ


ทั้งหมดล้วนคือสัญญาณ...

ของการมีลมหายใจ


รวดเดียวหมด แจจินโน้มตัวไปหยิบขวดไวน์ขึ้นมาดูก่อนจะหันหน้ามาชูนิ้วโป้งให้ผม รู้ ๆ กันอยู่ว่าถ้าของมึนเมาเหล่านี้รสชาติถูกปากอี แจจิน ขึ้นมาล่ะก็... แก้ว จะไม่มีความจำเป็นใด ๆ อีก


“นี่ ขอชั้นลองบ้างสิ” ครึ่งชั่วโมงผ่านไปพร้อมกับการดื่มแบบกระดกขวดครั้งแล้วครั้งเล่าของเขา ทั้งใบหน้าร้อนผ่าวและมีสีแดงแต่งแต้มอยู่แถว ๆ แก้มสองข้าง แจจินย้ายตัวเองมานั่งซ้อนกับผมบนโซฟาตั้งแต่ช่วงที่เริ่มจะรู้สึกเคลิ้ม


อากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นของแอลกอฮอล์ราคาแพง ที่ผมอยากสูดดมมันให้ใกล้กว่านี้


“ขอชั้น จูบนายหน่อยสิ”


สติที่ไม่เต็มร้อยชักชวนให้แจจินของผมทำตัวซุกซนกว่าปกติ เขายกภาชนะบรรจุไวน์ในมือขึ้นมาระดับหัวแล้วพรมจูบที่ปากขวด เหมือนกับว่านั่น คือผม

แล้วก็หัวเราะ


“ผิดแล้ว ชั้นอยู่ตรงนี้” ผมแกล้งซื่อ แต่แอบฉวยโอกาสลวนลามซอกคออุ่นด้วยลิ้นที่หิวกระหาย ร่างผอมบางอ่อนปวกเปียกไปในทันทีที่ผมงับขบติ่งหูเล็ก ๆ นั่น แม้แต่การสูดดมกลุ่มผมสีบลอนด์ของเขาก็ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความนุ่มลึกน่าค้นหาในขวดแก้วสีทึบทรงสูงใบนั้นไปด้วย


ไวน์ กับ แจจิน


“ทำไมมันถึงเข้ากันได้ดีขนาดนี้นะ”












“เหตุใดจึงไม่เลือกลูกนัยน์ตา…
หากเพียงแต่ไร้สิ่งนี้ เจ้าอาจไม่ต้องพึ่งพามนตราแห่งผ้าแพรสีนิล”

“เพราะผมยังต้องการให้เขามองเห็น”


ความรัก

ที่ผมมีให้แจจิน












เราสองคนแข่งกันวิ่งขึ้นเนินเขาเนินสุดท้ายก่อนถึงจุดชมวิว อากาศหน้าร้อนที่ร้อนสมใจทำเอาเนื้อตัวของผมและแจจินเหนอะเหงื่อไปหมด จะจับมือควงแขนกันก็เลยรู้สึกไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่


แต่ ก็จับนะ


“เหนื่อยมากมั้ย แจจิน” ผมส่งคำถามแทรกเสียงหายใจหอบของเขา “ไม่น่าชวนวิ่งเลย แต่ยังไงซะนายก็ชนะ... จะเอาอะไรว่ามา”


รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ท่ามกลางความมืดทำให้ผมรู้สึกใจไม่ค่อยดี น้อยคนจะขึ้นมาที่นี่หลังตะวันลับฟ้า แล้วยิ่งเป็นฤดูร้อน ในเวลาสามสี่ทุ่มแบบนี้ คนที่คิดเป็นเขาก็คงนอนเปิดแอร์อยู่บ้านชิลล์ ๆ


ส่วนพวกที่คิดไม่เป็นอย่างเรา…


“ยิ้มแบบนั้นหมายความว่าไง” คำตอบที่ผมได้คือการส่ายหัวในรูปแบบของการไล่ความคิดบางอย่าง แจจินเดินมาจูบผมก่อนที่เราจะจูงมือกันไปนั่งตรงม้านั่งตัวตัวเดิม ที่เห็นวิวเมืองสวยที่สุด


แสงไฟจากถนนส่องสว่างปูพรมสีส้มอมเหลืองให้กับเมืองแห่งนี้ ควันหมอกจาง ๆ ปกคลุมเหนือยอดตึกสูงสร้างบรรยากาศแห่งมลภาวะที่บ่งบอกถึงความศิวิไลซ์

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงเรียกหาชีวิตสงบสุขกลางธรรมชาติ เพราะแม้แต่ตัวเองที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองมาตั้งแต่เล็กก็ยังมองไม่เห็นความสุนทรีย์ใด ๆ จากการที่ต้องมานั่งบวกลบคูณหารเผื่อเวลารถติดก่อนออกเดินทาง หรือการรีบตื่น รีบไปทำงาน รีบกลับบ้าน รีบนอน แล้วก็วนลูป

และในฐานะที่มีอาชีพเป็นเอเจนซี่จัดอีเว้นท์ซึ่งทำให้ผมได้พบปะกับมนุษย์สวมหน้ากากหลากหลายประเภท ทุกวันนี้ผมก็ได้แต่เฝ้ารอให้… เอ่อ... พูดง่าย ๆ คือ หาลู่ทางที่จะยื่นใบลาออก


“นายต้องเบื่อแน่ ๆ ถ้าชั้นบ่นเรื่องงานให้ฟังอีก” ที่ไหล่ข้างซ้ายของผมรู้สึกได้ถึงความร้อนจากแก้มของอีกคนที่ซบแนบลงมา


เอ๊ะ ไม่ใช่สิ คางต่างหาก


“ฮ่า ๆ โอเค อย่าทำหน้าแบบนี้สิ” ผมห้ามเขาตั้งกี่หนแล้วกับไอ้การทำหน้าทำตาเป็นลูกหมาขี้อ้อนแบบนี้ แต่สั่งแจจินก็เหมือนสั่งน้ำมูกนั่นแหละ ไม่เคยทำตามเลยสักครั้ง


แกล้งงับจมูกบี้ ๆ นี่หน่อยเป็นไง


เขาดิ้นหนีผมไปยืนเกาะระเบียงไม้ด้านหน้า หัวเราะตัวงออยู่คนเดียว


เฮอะ นายอายุยี่สิบสี่แล้วนะแจจิน ทำไมยังทำตัวงุ้งงิ้งเป็นเด็ก

ไม่รู้เหรอว่าชั้นแพ้ทางอะไรอย่างนี้


ผมหยิบอุปกรณ์บางอย่างออกมาจากเป้ผ้าร่มของตัวเอง ซ่อนมันไว้ด้านหลังก่อนแล้วจึงค่อย ๆ เดินย่องไปหาแจจินหลังจากเมื่อกี๊เขาหันหลังกลับไปยืนชมวิวเงียบ ๆ อยู่คนเดียว ใจผมนั้นอยากที่สุดที่จะเข้าไปโอบกอดร่างผอม ๆ ตรงหน้า แต่ จุดมุ่งหมายของการมาที่นี่มันไม่ใช่เพื่อสร้างช่วงเวลาโรแมนติก

เราทำเรื่องแบบนั้นด้วยกันไปเยอะแล้ว


“แจจิน” ผมพยายามทำท่าทางเหมือนมีพิรุธ ยืนส่ายตัวเอามือไขว้หลังให้เขามองตาม


...แล้วเจ้าเด็กน้อยก็ติดกับผมจนได้


“หลับตาก่อน แล้วชั้นจะเฉลยว่ามันคืออะไร” หลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันพักนึงผมต้องกำราบให้แจจินอยู่เฉย ๆ เขายืนเอาหัวซบกับหน้าอกผมนิ่ง ประมาณว่านี่แหละ คือหลับตาแล้ว


ดื้อเว่อร์


“อย่าเพิ่งขยับนะ”


ผมใช้แขนข้างหนึ่งกอดเขาไว้ วกแขนอีกข้างกลับมาด้านหน้าแล้วยัดเจ้าอุปกรณ์ปริศนาลงในกระเป๋ากางเกงฝั่งที่อยู่ใกล้มือ และก่อนที่ได้กอดแจจินแบบเต็ม ๆ ตัว ผมหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมากดพิมพ์ข้อความสองสามประโยค...

แล้วก็รอ


ครืด…ครืด…


คนตัวเล็กของผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรับรู้ถึงแรงสั่นข้าง ๆ ต้นขา ผมอนุญาตให้เขาลืมตาแล้วค้นหาความจริงเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องนั้น แจจินทำหน้าแปลกใจหลังพบว่ามัน...ก็คือโทรศัพท์มือถือ

เขากดปลดล็อคหน้าจอเพื่อเช็คต้นตอของเสียงแจ้งเตือนเมื่อครู่นี้ ใบหน้าที่ผมตกหลุมรักผุดยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปากขณะกำลังอ่าน แชท ล่าสุด:


SHღ♥: ลองเปลี่ยนมาคุยกันแบบนี้มั้ยแจจิน
SHღ♥: คิดอะไรอยู่?


ผมมองคนที่กำลังรัวปลายนิ้วลงบนหน้าจออย่างมีความหวัง ไอเดียแสนธรรมดานี้ผมเพิ่งจะนึกขึ้นได้เมื่อตอนที่แจจินยื่นโทรศัพท์ให้ผมอ่านบทความพริกหวาน ถึงจะพูดไม่ได้แต่เราก็ส่งข้อความหากันได้นี่เนอะ


ผมรู้สึกเหนือกว่า ท่าน ก็วันนี้แหละ


ครืด...ครืด…


JJღ♥: ซึงฮยอนนี่
JJღ♥: นายอยากบ่นเรื่องงานก็บ่นไปสิ
JJღ♥: แต่ ขอชั้นจูบนายให้เสร็จก่อนนะ






━   TBC   ━
read SWEET PEPPECHAPTER TWO. click here



No comments:

Post a Comment