August 5, 2017

[FANFIC/Part 1] FTISLAND 'Kissing Booth' (SEUNGJAE)

  
  GENRE:     A/U, Rom-Com
  PAIRING:   SONG SEUNGHYUN x LEE JAEJIN
  RATING:    PG-13
  



Character reference:











 -  -  -   -  -  -  -



 เปิดรับอาสาสมัครประจำ Kissing Booth 


รายได้ 50% เข้าองค์กรการกุศล อีก 50% ให้อาสาสมัคร เพียงแค่คุณ

มีอายุ 18-30 ปี, ไม่เป็นโรคติดต่อทุกประเภท, บุคลิกภาพดี, เพศไหนก็ทำได้

และที่สำคัญที่สุด จูบเป็น
( ค่าบริจาคขั้นต่ำ 500 บาท/จูบ )


     ‘ห้าร้อยบาทต่อจูบงั้นเหรอ...
     แปลว่า จูบครั้งนึง ได้สองร้อยห้าสิบ ถ้าจูบสิบคน เราก็จะได้...

     “สองพันห้า!!!” ดวงตาของคนพูดลุกวาวเป็นประกายตามสไตล์คนหน้าเงิน

     “ว่าไงคะ สนใจเป็นอาสาสมัครกับพวกเรามั้ย” หญิงสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งโผล่ออกมาจากข้างหลังป้ายประกาศแผ่นใหญ่
     “เอ่อ... คือว่า”
     “นายก็หน้าตาใช้ได้อยู่นา น่าจะเรียกผู้หญิงรุ่นใหญ่ได้เป็นโหลๆ แถมบู๊ธเราจัดในห้างใหญ่ด้วย คนเข้าเยอะแน่ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งบุญเลยนะจ๊ะ” พี่สาวคนสวยหว่านล้อมหนุ่มหน้าตี๋สุดใจ


     คนที่สนใจงานนี้ยังคงลังเลอยู่ว่าเขาจะได้คุ้มเสียจริงรึเปล่า


     “ส่วนเรื่องจะจูบยังไงเนี่ย ขึ้นอยู่กับอาสาสมัครเลย เราไม่บังคับ”


     ‘แหงล่ะ ถ้าตามใจคนบริจาคผมก็คงไม่ต่างอะไรกับ...

     “เอาไงจ๊ะ”


     หมดเวลาตัดสินใจแล้วล่ะ


     “ตกลงครับ ผมสมัคร”


     มือที่ถือแบบฟอร์มอยู่รีบยื่นกระดาษให้ว่าที่นักจูบอาสาสมัครอย่างรวดเร็ว เขาใช้เวลากรอกมันเพียงไม่กี่นาทีก็ส่งคืนให้อีกคน

     “ขอบคุณค่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวจะมีอีเมลตอบกลับส่งไปให้ก่อนเที่ยงคืนวันนี้ แล้วภายในสัปดาห์หน้านายก็อีเมลใบรับรองแพทย์มาให้กับเรา เข้าใจใช่มั้ย อี แจจิน



💋



     “ซึงฮยอน ป๊าบอกแกมากี่ปีกี่ชาติแล้วว่าให้รีบหาเมีย อายุอานามจะเข้าเลขสามอยู่ทุกวัน ลูกพี่ลูกน้องของแกเขาเดินสายแจกการ์ดกันให้วุ่นแต่นี่ป๊ายังไม่เคยเห็นแกพาสาวเข้าบ้านเลยสักครั้ง” ผู้เป็นบิดาหยุดพักหายใจห้าวินาทีก่อนจะเริ่มเทศนาบุตรชายของเขาต่อ “กิจการห้างของเรากำลังไปได้สวย จะขาดก็เพียงแต่ทายาทมาสานต่อธุรกิจเนี่ยแหละ”
     “ป๊าไปฝากความหวังไว้ที่น้องแทนได้มั้ยครับ” คนพูดทำหน้าตาจะร้องแหล่ไม่ร้องแหล่
     “กับเซฮยอนน่ะเหรอ แกแน่ใจเหรอว่าจะให้ป๊าหวังพึ่งคาสโนว่าตัวพ่อของประเทศ แกคิดดีแล้วจริงๆเหรอซึงฮยอน เฮอะ!

     ยิ่งพูดก็เหมือนจะยิ่งทำให้อีกคนอารมณ์เดือดขึ้นเรื่อยๆ ทายาทหนึ่งในสองของเศรษฐีพันล้านเจ้าของห้าง SPN Mall เลยเปลี่ยนไปนั่งเล่นกับปากกาด้ามละหมื่นบนโต๊ะทำงานของพ่ออย่างเงียบๆ

     “กลับห้องทำงานแกไปได้แล้ว อ้อ อย่าลืมตรวจเอกสารงานแฟร์สัปดาห์หน้าด้วย ตรวจอีกรอบ! เพราะครั้งที่แล้วแกสะเพร่าปล่อยงบงอกมาจากไหนไม่รู้ตั้งหลายเปอร์เซ็นต์”
     “ครับผม” หนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดเดินคอตกออกไป


     เลขาฯสาวหุ่นเซี้ยะหน้าห้องประธานบริษัทยิ้มให้ซึงฮยอนเป็นรอบที่ร้อย ยิ่งเขาต้องขึ้นมาฟังเทศน์จากพ่อบ่อยครั้งในช่วงหลังๆนี้นับวันเธอก็ยิ่งแต่งตัวโชว์เนื้อหนังมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน


     “เห้ออออออออออ”

     เสียงถอนหายใจยาวจนปอดหมดลมดังขึ้นหลังจากประตูห้องทำงานรองประธานบริษัทปิดลง หนุ่มหล่อตัวสูงโย่งทิ้งร่างลงบนโซฟากำมะหยี่สีกรมมูลค่าหลักล้าน ตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานยักษ์

     “ใครบอกผู้หญิงหาแฟนยากอยู่ฝ่ายเดียววะ นี่เกิดมาตั้งยี่สิบแปดปีแล้วยังไม่เคยมีใครเลยโว้ย”


ตี้ด ตี้ด


     เสียงข้อความเข้าดังมาจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกง ซึงฮยอนหยิบออกมาดูแล้วก็ต้องกรอกตามองเพดาน

     [ เซฮยอน: ว่าไงไอ้พี่กระจอก! Go check this out such a good article!!!☟ ]

     “ฮึ ไรอะ ไวรัสป่าววะ”


ตี้ด ตี้ด


     [ เซฮยอน: ไม่ใช่ไวรัสนะเจ้าโง่ อ่านซะ ฮิฮิ ]

     “ไอ้นี่หนิ ความเคารพกันยังมีเหลืออยู่บ้างมั้ย” บ่นเสร็จ นิ้วอวบหน่อยๆของเขาก็แตะไปที่หน้าจอนั่น


ซง ซึงฮยอน ทายาทธุรกิจพันล้านที่สาวๆทั้งประเทศหมายปอง แต่กลับโสดสนิทมาตลอด 28 ปี
เอ๊ะ หรือว่า เขาจะไม่ได้ชอบผู้หญิง!?!?

**พร้อมบทสัมภาษณ์พิเศษจาก ซง เซฮยอน น้องชายสุดซี้ของเขาเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศของพี่ชาย**


     “อะไรวะเนี่ย ไอ้น้องเวร กูไม่อ่านหรอก”

     ถึงปากจะบอกว่าไม่อ่าน แต่สายตาของซึงฮยอนยังคงจับจ้องอยู่ที่หัวข้อบทความนั้น

     “พอๆ ช่างมันเถอะ รีเช็คเอกสารงานแฟร์ก่อน” เขาสะบัดหัวรัวๆเพื่อไล่ความคิดและเรียกสติตัวเอง จากนั้นก็รีบลุกไปยังโต๊ะทำงานที่มีแฟ้มกองเบ้อเริ่มวางอยู่


     ตลอดทั้งบ่าย ว่าที่ประธานบริษัทคนต่อไปนั่งอ่านทุกตัวอักษรในแฟ้มกองนั้นอย่างละเอียดจนเวลาล่วงเลยไปถึงใกล้ค่ำ พนักงานคนอื่นๆกลับบ้านกันไปเกือบหมดแล้ว ซึงฮยอนเองก็อยากกลับเหมือนกันแต่เขาเหลือข้อมูลอีกหนึ่งชุดที่ยังไม่ได้เปิดดู


     รายชื่อบู๊ธที่จะจัดในวันงาน จำนวนทั้งหมด 321 บู๊ธ


     ‘แค่รายชื่อ อ่านผ่านๆก็ได้มั้ง

     สายตาอันแสนเมื่อยล้าไล่อ่านชื่อบู๊ธจากล่างขึ้นบนแบบไม่ได้จดจำรายละเอียดใดๆ เพราะส่วนใหญ่ก็มีแต่บู๊ธร้านค้า ร้านอาหาร มีประกันกับท่องเที่ยวปนอยู่หน่อย

     และในส่วนของ Charity Zone…

     “Kissing Booth เหรอ...”

     บู๊ธที่ว่านี่ดึงดูดความสนใจลูกเจ้าของห้างจนถึงกับต้องอ่านออกเสียงแถมยังพลิกหน้ากระดาษไปดูข้อมูลเพิ่มเติม


     เหมือนซึงฮยอนจะรู้วิธีคลายข้อสงสัยก่อนหน้านี้ของตัวเองแล้วล่ะ



💋



     เจ็ดวันผ่านไปเร็วไวเหมือนโกหก งานแฟร์ประจำปีของห้าง SPN Mall เปิดตัวขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เหล่าดาราและคนมีชื่อเสียงจำนวนมากแห่กัน(หรือถูกจ้าง)มาเข้าร่วมพิธีเปิด พ่อแม่ของซึงฮยอนก็เป็นหนึ่งในนั้น

     
สมแล้วที่เป็นห้างอันดับต้นๆของประเทศ เพราะเพียงแค่วันแรกผู้คนก็หลั่งไหลมาเที่ยวชมงานกันอย่างล้นหลาม ความครึกครื้นมีให้เห็นอยู่ทุกบริเวณของฮอลล์ใหญ่แห่งนี้ รวมทั้งที่ Charity Zone…


     จ๊วฟฟฟ


     “ขอบคุณครับ
     คนต่อไปเชิญครับ ค่าบริจาคขั้นต่ำห้าร้อย
บาทนะครับผม”


     เริ่มเข้ากะแรก แจจินคาดว่าน่าจะมีคนมาบริจาคด้วยอย่างมากก็แค่สิบ แต่จำนวนผู้หญิงที่ต่อคิวรอจูบกับเขาอยู่ดูๆแล้วน่าจะมากกว่าที่คะเนไว้กว่าสามเท่า แค่ลองคูณเป็นเงินคร่าวๆอาสาสมัครคนนี้ก็ยิ้มหน้าบานตลอดการทำงาน


     หนุ่มน้อยที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ไม่ได้จะเอาเงินที่ได้ไปทำอะไรไม่ดี เขา ในฐานะพี่ชายที่มีน้องสาวเรียนอยู่ม.ต้นเพียงแค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่โดยการเป็นผู้ออกค่าเทอมให้น้องเอง


     ตกบ่าย จำนวนผู้บริจาคบางเบาลงแล้ว แจจินมีเวลาให้พักจึงนั่งนับแบงก์สีม่วงและสีเทาที่ได้ในโหล... ใช่ บางคนก็ให้พันนึงโดยให้เหตุผลประกอบว่า อาสาสมัครคนนี้น่ารัก

     “แปดพันห้า!!!” เขาแทบตะโกนออกมาเมื่อรู้ว่าเงินส่วนที่เขาจะได้รับนั้นมากพอที่จะใช้เป็นค่าเล่าเรียนให้น้องสาวได้เกือบครึ่งเทอมแล้ว “เจ๋งไปเลยว่ะ” แจจินพูดพลางนึกขอบคุณสาวน้อยสาวใหญ่ที่มาซื้อจูบกับเขา

     ถึงได้เงินเยอะแต่ก็ไม่ได้โลภถึงขั้นจะมาเป็นนักจูบให้ที่นี่ได้ทุกวัน นักศึกษาคณะบริหารคนนี้มีตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดตลอดหกวันต่อสัปดาห์ ถ้าเขาจะมาทำงานที่บู๊ธนี้อีกทีก็คงเป็นวันเสาร์หน้าวันเดียว

     “เฮ้อ เหนื่อยจังเลย” แค่สมองคิดว่าตั้งแต่วันนี้ถึงศุกร์หน้าหน้าเขาจะไม่ได้หยุดพัก ร่างกายของแจจินก็แทบจะอ่อนแรงด้วยความสำออย “แจจินเอ้ย เข้มแข็งไว้นะ”
     “ขอโทษนะครับ!” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากตรงไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าใกล้ตัวมาก

     หนุ่มร่างผอมรีบลุกขึ้นยืน นี่เขานั่งหลบอยู่ใต้บู๊ธนานจนงานจะปิดแล้วเหรอ รปภ.ถึงมาไล่

     อ้าว ไม่ใช่รปภ.
     ...

     ชายเจ้าของประโยคเรียกความสนใจเมื่อกี๊กำลังยืนเอามือกอดอกแบบคนไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองอยู่หน้าบู๊ธของแจจิน

     ‘สงสัยมาถามทาง

     “มีอะไรไห้ผมช่วยรึเปล่าครับคุณ”
     “เอ่อ บู๊ธปิดรึยัง” ดูท่าทางเขาคงจะรวบรวมความกล้าอยู่นานกว่าจะพูดคำถามนี้ได้
     “ยังครับผม คุณจะ---”

     คนตรงหน้าวางแบงก์ห้าร้อยกระแทกลงบนโต๊ะ แจจินตกใจจนเผลออ้าปากหวอ

     “จูบชั้นสิ”


     อยากรู้เหตุผลมั้ยว่าทำไมแจจินถึงกล้ามาทำงานนี้
     เพราะ เขาสามารถจูบกับผู้หญิงกี่คนก็ได้โดยไม่คิดอะไรเลยไง
     เพราะ แจจินเป็นเกย์



     แต่นี่... ผู้บริจาคที่เป็นเพศชาย คนแรก!
     แถมหน้าตาก็ดี รูปร่างก็จัดว่าใช้ได้ แล้วใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวแบบนี้

     ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ขี้ๆ

     ‘เอ... ทำไมรู้สึกคุ้นหน้าจังนะ

     เพราะหมวกแก๊ปที่ชายคนนั้นสวมไว้เหมือนกับต้องการจะปิดบังตัวตนทำให้แจจินนึกไม่ออกเลยว่าคนๆนี้คือใคร แต่เดาว่าคงจะเป็นแค่คนรวยขี้เหงาคนหนึ่ง...

     เป็นคนรวยขี้เหงาที่ทำให้เขาใจเต้นแรงซะด้วยสิ
     จะเป็นอะไรมั้ยถ้าขอทำมากกว่าแค่จุ๊บเบาๆน่ะ


     ฝ่ายที่กำลังรอคอยจูบยังคงยืนจ้องมาทางแจจิน ระยะห่างระหว่างเขากับตัวบู๊ธดูจะไกลเกินกว่าที่คนใดคนหนึ่งจะโน้มตัวไปถึง อาสาสมัครหนุ่มรู้สึกถึงความทะแม่งๆในบรรยากาศ

     “นี่ คุณครับ ยื่นหน้ามาหน่อยสิ” แจจินกดน้ำเสียงไม่ให้อีกคนรับรู้ว่าเขาเริ่มรำคาญ

     ร่างสูงขยับตามคำสั่งอย่างเงอะๆงะๆ ก่อนจะโดนริมฝีปากอวบอิ่มของคนในบู๊ธประกบทับลงมาที่ริมฝีปากบางของตนเอง

     นิ่งสนิท...

     ความคาดหวังของแจจินก่อนหน้านี้คือเขาจะต้องโดนคนตรงหน้ารุกอย่างหนักหน่วง

     แต่ พระเจ้าช่วย!
     นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังจูบอยู่กับตอไม้แห้ง

     ‘เราจะทำอะไรต่อได้บ้างวะเนี่ย ทำไมหมอนี่มันด้านชาขนาดนี้
     เออ หรือว่าเขารอให้เรารุกก่อน ลองดูมะ


     ขณะที่ปากยังชนปาก แจจินส่งลิ้นของตัวเองไปแตะริมฝีปากล่างของอีกคนดู แต่ปฏิกริยาที่ได้รับกลับทำให้เขาต้องเงิบยังกว่าเดิม

     เจ้าทื่อนี่กำลังสั่น!

     คนที่หน้าแตกซ้ำสองรีบชักลิ้นกลับ ปากอิ่มกดจูบลงไปแน่นๆอีกครั้งแล้วละออกเพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศไปมากกว่านี้ แจจินปั้นยิ้มที่ดูเป็นมิตรส่งไปให้แล้วรีบกล่าวขอบคุณ

     ‘เมื่อไหร่จะไปเนี่ย นายกำลังทำให้ชั้นอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีนะรู้ตัวมั้ย

     “เอ่อ ขอถามอะไรหน่อยสิ” ยัง ยังไม่ไปง่ายๆ
     “ครับ ว่ามา” ร่างเล็กกัดฟันกรอด
     “นายจะมาที่นี่อีกทีเมื่อไหร่เหรอ”
     “เสาร์หน้า” ถามมาตอบไปอย่างไม่คิดอะไร แจจินแค่ต้องการให้ชายคนนี้กลับหลังหันและเดินออกไปให้ไกลจากบู๊ธเขาที่สุด
     “งั้น ไว้เจอกันนะ”
     “ครับ รีบๆไปเถอะ” เขาก้มหน้าก้มตาตอบโดยไม่ทันได้เห็นว่าคู่จูบของตัวเองส่งยิ้มหวานมาให้



     “ห้ะ เฮ้ย! เมื่อกี๊เขาพูดว่าไว้เจอกันนะงั้นเหรอ!!!” แจจินเงยหน้าพรวด เห็นเงาหลังของเขาคนนั้นอยู่ไกลๆ

     กลิ่นอายของความซวยโชยมาแตะจมูก ทำไมกันนะ อุตส่าห์ได้เจอคนที่สปาร์คด้วย อุตส่าห์ได้จูบ แต่เขาดันเป็นพวกอ่อนหัดซะงั้น

     ‘ไม่ใช่อย่างที่ต้องการเลยจริงๆ



💋



     “อ้าว คุณซึงฮยอน ลงไปข้างล่างมาเหรอครับ”

     บุรุษสูงวัยหน้าตาใจดีถามขึ้นเมื่อเห็นรองประธานบริษัทเดินออกมาจากลิฟต์และถอดหมวกแก๊ปยื่นให้เขา

     “ใช่ครับ ผมไปเดินดูงานแฟร์มาน่ะ”
     “เป็นยังไงบ้างคะ มีตรงไหนที่อยากให้ปรับปรุงรึเปล่า” รองผู้จัดการฝ่ายทั่วไปที่บังเอิญอยู่ตรงนั้นพอดีรีบวิ่งเข้ามาถามความคิดเห็น
     “ไม่มี เอ่อ จริงๆแล้วก็มี”
     “อะไรเหรอคะ เดี๋ยวดิชั้นจะรีบประสานงานฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เข้าแก้ไขทันทีเลยค่ะ”
     “แอร์มันร้อนไปหน่อยน่ะ แต่เดี๋ยวคุณลองไปถามคนในงานดูอีกทีละกัน เพราะผมอาจจะคิดไปเอง”



     ซึงฮยอนคิดไปเองแน่ๆ เพราะขนาดมาอยู่ในห้องทำงานของตัวเองแล้วแต่เหงื่อที่หน้าผากยังผุดออกมาให้ต้องปาดทิ้งเรื่อยๆ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเสื้อกันหนาวตัวหนาที่เขาหยิบมาใส่แทนสูทผู้บริหารด้วยแหละที่ทำให้ยิ่งอึดอัด

     ร่างสูงใหญ่ล้มตัวนอนลงบนโซฟากำมะหยี่ตัวเดิม รูดซิปเสื้อออกคลายความร้อนที่อยู่ภายใน ตาจ้องมองเพดานนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตะกี๊


     อันที่จริง ซึงฮยอนไปยืนอยู่หน้าบู๊ธนั่นนานหลายนาทีจนความตื่นเต้นที่สั่งสมมาลดระดับลงเกือบหมด แต่พอเขาเอ่ยปากเรียกคนในบู๊ธแล้วเด็กหนุ่มหน้าตี๋นั่นโผล่หัวขึ้นมา ร่างกายของชายโสดวัยยี่สิบเจ็ดก็ถูกสาปให้เป็น ตอไม้แห้ง อีกรอบ

     เขาไม่คิดหรอกว่าตนเองจะมาหวั่นไหวกับผู้ชายด้วยกัน มันอาจเป็นอุปาทานที่เกิดขึ้นหลังจากเห็นบทความที่น้องชายกวนประสาทของเขาส่งมาให้

     จนกระทั่งถูกจูบ...

     ประสบการณ์จูบกับผู้หญิงตอนมัธยมปลายถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกันในหัวสมอง ในตอนนั้น มันช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนเลวร้าย ซึงฮยอนเป็นฝ่ายโดนรุกแต่กลับไม่รู้สึกอะไรต่อสาวน้อยคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

     ‘แล้วดูตอนนี้... ดูมือที่ชุ่มเหงื่อของผมสิ
     ฟังเสียงหัวใจที่เต้นดังอย่างกับประทัดนี่สิ

     ซึงฮยอนไม่สามารถจูบเด็กนั่นตอบได้ในขณะนั้นเพราะเขายังสับสนในความคิดอยู่ (และบวกกับความที่เขาจูบไม่เป็นด้วย)

     แต่ตอนนี้ เขารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว

     ว่าตัวเองเป็นเกย์



💋



     แจจินกลับมาที่ห้างแห่งนี้อีกรอบ การเรียนหนังสืองกๆตลอดหกวันแถมยังมีคาบเรียนชดเชยที่อาจารย์ขอเพิ่มอีกทำให้สภาพของเขาตอนนี้แทบจะดูไม่ได้

     ตลอดทั้งวันของการทำงานเป็นอาสาสมัคร จำนวนผู้บริจาคลดน้อยลงกว่าเดิมมาก เพราะเหมือนว่าวันแรกที่เขามาทำจะเป็นวันเดียวกับที่พวกคนมีเงินมาร่วมพิธีเปิดงานแฟร์กัน ผู้บริจาคส่วนใหญ่จึงเป็นเหล่าเจ๊ไฮโซแท้/เทียมที่มีปัญญาบริจาคเงินมากขนาดนั้น แต่นี่เป็นช่วงสามวันสุดท้ายของงาน ประชาชนที่มาดูก็เหลือแต่ชนชั้นกลางที่ถูกพิษเศรษฐกิจทำร้าย นานๆทีเท่านั้นแหละที่จะมีคนมาเข้าบู๊ธ

     สายตาปรือจากอาการเพลียมองดูแบงก์ห้าร้อยสามใบในโถพลาสติก วันนี้เขาคงได้ไม่เยอะมาก แต่ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่ได้เลยแหละนะ


ปึก!


     แจจินกำลังจะผล็อยหลับคาโต๊ะต้องตกใจจนตาเบิกโพลงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
     แบงค์พันจำนวน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า...
     สิบใบ
!


     ‘ใคร ใครกันที่กล้าทุ่ม---เด็กหนุ่มรีบเงยหัวขึ้นดูหน้าตาของสาวใจป้ำ แต่แล้วก็ยิ่งต้องช็อคมากกว่าเดิมเมื่อเห็นว่าสาวที่ว่านั้นไม่ใช่สาว แต่เป็นหนุ่ม...

     ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มผูกไท

     และมีใบหน้าที่คล้ายกันกับผู้ชายตอไม้แห้งในวันนั้นด้วย!

     “หวัดดี จำกันได้มั้ย” คนในมาดนักธุรกิจส่งยิ้มน้อยๆมาให้เขาพร้อมกับคำทักทาย
     “อะ เอ่อ...” แจจินจำได้ แต่ลืมไปเสียสนิทว่าเขาเคยพูดไว้ประมาณว่าจะมาที่นี่อีก
     “แย่จัง นายคงจูบกับผู้ชายหลายคนมากจนจำชั้นไม่ได้สินะ”
     “ไม่ คุณเป็นผู้ชายคนเดียวที่... เอ่อ ผมจำคุณได้ แม่นเลยล่ะ”


     คนตรงหน้ายิ้มอีกครั้ง  แจจินไม่ปฏิเสธว่าถึงแม้จะผิดหวังจากจูบครั้งที่แล้วแต่ความหล่อของผู้ชายคนนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกระทวยได้เหมือนเดิม

     “ชั้นชื่อซึงฮยอนนะ”
     “นี่ เรา จำเป็นต้องทราบชื่อกันด้วยเหรอครับ”

     จะว่าไป ทั้งใบหน้าและชื่อๆนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกคุ้นหูคุ้นตาซึงฮยอนมากขึ้นไปอีก แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก

     “เอ้า จำเป็นสิ นายคิดว่าเงินหมื่นนึงนี่ชั้นบริจาคเพื่อจูบๆเดียวเหรอ ชั้นนับตามขั้นต่ำนะ หารไปสิ”
     “ว่าไงนะ
! คุณ จะบ้าเหรอ! ผมต้องจูบคุณยี่สิบครั้งอย่างงั้นเหรอ”
     “เก่งจัง คิดเลขเร็ว”


     แจจินตกใจ ดีใจ และโมโหซึงฮยอนในเวลาเดียวกัน มือเล็กกำหมัดแน่นเหมือนกำลังอยากต่อยคน

     “ก็ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในตอนนี้หนิ”
     “คุณรู้ตัวใช่มั้ย ว่าคุณจูบไม่เป็น” คนตัวเล็กกว่าพยายามพูดให้เขารู้สึกแย่ เผื่อว่าจะล้มเลิกความคิดบ้าๆนี่ไปซะ
     “รู้” ร่างสูงยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงตอบคำถามเขาอย่างตรงไปตรงมา


     จากที่โกรธ ทำไมตอนนี้เด็กหนุ่มรู้สึกเอ็นดูผู้ชายคนนี้แล้วก็ไม่รู้ เพราะดูจากลักษณะ ซึงฮยอนน่าจะแก่กว่าเขาหลายปี แต่แจจินกลับไม่ค่อยรู้สึกถึงช่องว่างระหว่างวัยเท่าไหร่นัก

     “ก็เลยอยากให้สอนไง” คนในชุดสูทหรูส่งสายตาอ้อนหน่อยๆมาให้ ช่างเป็นภาพที่ดูขัดตาซะเหลือเกิน
     “อืม โอเค ผมจะรับเงินบริจาคของคุณ ส่วนจูบ ผมขอโทษนะ บู๊ธเราปิดแล้ว และ... ผมคงจูบคุณตอนนี้ไม่ได้ เพราะ” แจจินกุมท้องของตัวเองแล้วเอามือปิดปาก
     “เพราะอะไร”
     “ผมจะอ้--”


     ร่างบางรีบวิ่งตรงไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด

     ซึงฮยอนตกใจ ทำไมอยู่ดีๆเด็กนั่นก็อยากอาเจียนล่ะ
     เหม็นขี้หน้าเขางั้นเหรอ


     ลูกเจ้าของห้างยืนรอแจจินจนกลับออกมาจากห้องน้ำ แหงล่ะ เขาก็ต้องเฝ้าบู๊ธให้เพราะเงินหมื่นของตนเองยังวางอยู่นี่

     “นายเหม็นขี้หน้าชั้นเหรอ” แจจินได้ยินประโยคนี้ถึงกับขำน้ำตาเล็ด
     “ไม่ เปล่าซะหน่อย ฮ่าๆ”
     “แล้วทำไมถึงอาเจียน” น้ำเสียงของซึงฮยอนเหมือนแฟนเป็นห่วงแฟนยังไงยังงั้น แจจินหันมาสบตาเขา
     “ผม คือผม คือช่วงนี้ไม่ค่อยได้กินได้นอนน่ะ”


     คนตัวโตกว่าแสดงความกังวลออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แจจินสังเกตใบหน้าเขาตอนนี้แล้วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

     “นี่ก็เย็นแล้ว ไปทานข้าวเย็นด้วยกันนะ ชั้นเลี้ยงเอง”
     “เนื่องในอะไร”
     “เนื่องในอยากเลี้ยง เก็บเงินซะ แล้วไปกัน”
     “ซึงฮยอน”
     “ครับ”
     “คุณจีบผมอยู่เหรอ”


     ผู้ชายคนนี้ดูจะสะกดคำว่า เล่นตัว หรือ พูดอ้อมๆ ไม่เป็น ซึงฮยอนยิ้มให้แจจินแล้วพยักหน้าเป็นคำตอบ ง่ายดายและชัดเจน


     แจจินเก็บเงินทั้งหมดแล้วนำไปให้พี่มินอาที่กำลังนั่งเม้าท์กับเพื่อนอยู่อีกบู๊ธ หลังจากกล่าวลาอะไรกันเรียบร้อย ร่างเล็กก็เดินกลับมาหาซึงฮยอน

     “แล้วนี่นายจะบอกชื่อชั้นได้รึยัง”

     ตายจริง เขาลืมไปแล้วนะเนี่ย

     “อี แจจิน”



💋




     ระหว่างทางไปร้านอาหาร แจจินสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ชายที่เดินอยู่ข้างๆ ทำไมพนักงานร้าน รปภ. แล้วก็แม่บ้านถึงก้มหัวคำนับซึงฮยอนกันนะ

     อำนาจคนรวยเหรอ

     แล้วเขารวยขนาดนั้นเลยเหรอ


     “คุณซึงฮยอนครับ แหะๆ วันนี้เลิกงานเร็วเหรอครับ” ชายวัยใกล้เกษียณที่กำลังจะสวนพวกเขากล่าวทักทายคนในชุดสูท
     “ใช่ครับ พอดีว่าผมมากินข้าวกับเพื่อนน่ะ” คนตัวสูงมองมาทางแจจินและยิ้มให้เขาอีกครั้ง
     “แล้วพรุ่งนี้เจอกันข้างบนนะครับ” พูดจบ ชายแปลกหน้าคนนั้นก้มหัวให้ซึงฮยอนหนึ่งครั้งก่อนเดินผ่านไป


     ‘ข้างบน ข้างบนคืออะไร...

     “เฮ้ย!!!” แจจินร้องลั่นแล้วหยุดเดินไปเฉยๆ
     “เป็นอะไร แจจิน” ซึงฮยอนกลับหลังหันมาหาเขาพร้อมกับสีหน้าแปลกใจ


     อยู่ดีๆแจจินก็นึกขึ้นได้ว่า ที่จริงแล้ว อาคารของห้างแห่งนี้มีห้าสิบเอ็ดชั้น แล้วพวกชั้นบนๆนั่นก็จะเป็นโซนสำนักงานซึ่งประกอบไปด้วยห้องทำงานของเหล่าผู้บริหารบริษัท SPN และ เมื่อนำไปบวกลบคูณหารกับเหตุการณ์แปลกๆที่เกิดขึ้นเมื่อกี๊...

     ชายร่างสูงที่แจจินคุ้นตาตรงหน้านี้จะเป็นใครไปไม่ได้ เขาคือ ซง ซึงฮยอน ทายาทคนโตของเจ้าสัวซงแห่ง SPN Group มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

     ก็ว่าทำไมถึงได้คุ้นนักคุ้นหนา เขาเป็นนักศึกษาคณะบริหาร คงไม่มีทางที่จะไม่เคยเห็นใบหน้าผู้เป็นพ่อของซึงฮยอนในชีทเรียนแน่นอน แถมตัวลูกชายเองก็ยังหน้าตาดีซะจนพวกนักข่าวบันเทิงชอบจับเอามาเขียนคอลัมน์ซุบซิบคนดังลงนิตยสารอยู่บ่อยๆ

     ‘แล้วนี่เรา ก็...กำลังจะไปกินข้าวเย็นกับเขาเนี่ยนะ

     “ผม ผมกลับบ้านดีกว่าครับ” ร่างเล็กหันหลังแล้วรีบเดินหนี

     ซึงฮยอนพิจารณาท่าทางของอีกคนอยู่ครู่นึงก็รู้เลยว่าแจจินเพิ่งจะรู้ว่าเขาเป็นใคร
           
     “แจจิน หยุดก่อน! ชั้นขอร้อง!” เขาวิ่งตามหลังแจจินไป ก่อนที่เท้าเล็กคู่นั้นจะหยุดเดินลง
     “ซึงฮยอน ผมไม่คู่ควรกับคุณหรอกครับ” แจจินหันกลับมาพูดกับเขา...ด้วยความหวังดี
     “กะอีแค่ชั้นรวยกว่าเนี่ยน่ะเหรอ ทำไมอะ รวยกว่าแล้วทำไม”
     “คนอย่างคุณก็ต้องคบหากับคนที่อยู่ระดับเดียวกันไม่ใช่เหรอ คนที่รวยเหมือนกันน่ะ ซึงฮยอนดูผมสิ ผมยังต้องมาเที่ยวขายจูบแลกตังค์อยู่เลย” แน่นอนว่าแจจินต้องรีบตัดไฟแต่ต้นลมก่อนที่เขาจะพลั้งเผลอชอบซึงฮยอนมากขึ้นกว่าเดิม
     “ก็ถ้าคนพวกนั้นดีจริง ชั้นจะยังไม่มีใครอยู่แบบนี้เหรอ แจจิน ชั้นไม่ได้สนเรื่องฐานะรวยจนอะไรนั่นเลยนะ”
     “...”
     “ไม่รู้ว่าพูดเร็วไปมั้ย แต่ที่จะบอกก็คือ ชั้นก็แค่ทำตามหัวใจตัวเอง นายไม่รู้หรอกว่าชั้นเจออะไรมาบ้าง ป๊ากดดันอะไรชั้นบ้างที่แต่งเมียมีลูกให้เขาไม่ได้สักทีน่ะ แล้วนาย นายคือคนที่ทำให้ชั้นรู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบผู้หญิง รู้มั้ย เนี่ยแหละเหตุผลที่ชั้นไปที่
Kissing Booth วันนั้น”



แป่ว...



     “ผม ขอโทษ” ตอนนี้แจจินรู้เลยว่าตนเองผิดเต็มๆ ที่ทำตัวงี่เง่าใส่เขา
     “ไม่เป็นไร นายจะกลับบ้านใช่มั้ย ให้ชั้นไปส่งนะ”



💋



     “เลิกทำหน้าหงอยได้แล้วแจจิน ยิ้มหน่อยสิ”

     บรรยากาศอึมครึมในรถยนต์คันหรูกำลังถูกอีกคนพยายามทำลาย แจจินนั่งเงียบมาตลอดทาง ไม่ใช่ว่าไม่อยากพูด แต่มันไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เด็กหนุ่มเอาแต่คิดถึงสิ่งที่ซึงฮยอนพูดกับเขาที่ห้าง ทั้งเรื่องแรงกดดันจากพ่อ แล้วก็ที่เขาบอกว่า แค่ทำตามหัวใจตัวเอง

     “ซึงฮยอนครับ ผมหิว ไปหาข้าวกินกันเถอะ” ใบหน้าเรียวหันมายิ้มหวานให้กับคนที่ขับรถอยู่


     ออดี้สีดำเลี้ยวเข้ามายังร้านอาหารขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รปภ.ด้านหน้าที่ดูเหมือนจะรู้ว่าเจ้าของรถเป็นใครรีบก้มคำนับพร้อมกับโบกมือทักทายด้วยสีหน้าร่าเริง พอรถหยุด พนักงานต้อนรับก็รีบวิ่งมาเปิดประตูให้แจจิน กุญแจรถถูกส่งให้ใครคนใดคนหนึ่งขับไปไว้ยังจุดจอด

     “อยากกินอะไรสั่งได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจเพราะนี่ร้านของแม่ชั้นเอง ชั้นกินฟรีอยู่แล้ว” ซึงฮยอนที่ตอนนี้ถอดสูทออกเหลือแต่เชิ้ตขาวพูดกับคนฝั่งตรงข้ามโต๊ะ
     “ผมหิวจนอ่านเมนูไม่รู้เรื่องเลย คุณสั่งมาเถอะ ผมกินได้ทุกอย่าง”



     สองคนทานอาหารจนหมดเกลี้ยง แจจินอารมณ์ดีขึ้น ซึงฮยอนก็เช่นกัน

     “อร่อยมั้ย” คนแก่กว่าถามคำถามนี้ด้วยสีหน้าที่ค่อนข้างลุ้นกับคำตอบ
     “อร่อยสิครับ ไม่งั้นจานจะสะอาดอย่างกับมีใครเลียอย่างงี้เหรอ” และสิ่งที่คนตอบได้รับหลังจากพูดจบก็คือยิ้มกว้างเห็นฟันขาวของผู้ชายที่เขาเองเริ่มจะรู้สึกดีด้วย อย่างจริงจัง


     พวกเขากลับมาที่รถกันอีกครั้ง คราวนี้ถึงเวลาที่ซึงฮยอนต้องไปส่งแจจินที่บ้านจริงๆแล้ว แต่รถยังไม่ทันจะได้ออก เด็กหนุ่มก็พูดเปิดประเด็นบางอย่างที่ทำให้คนขับต้องหยุดความคิดที่จะเหยียบคันเร่ง

     “ซึงฮยอน คุณรู้เหรอว่าผมชอบผู้ชายหรือผู้หญิง”
     “หึ ไม่รู้หรอก”
     “อ้าว งั้น ที่คุณจะจีบผม...”

     “สิ่งที่ชั้นรู้คือ หนึ่ง คงไม่มีคนโสดที่ไหนไปเป็นอาสาสมัครขายจูบ สอง ตอนที่นายจูบชั้น แล้วก็เอาลิ้น---
     “เฮ้ย พอเลย ไม่ต้องพูดแล้ว คุณรู้มั้ยว่าวันนั้นผมเฟลแค่ไหน”

     การที่แจจินห้ามไม่ให้ซึงฮยอนพูดประโยคนั้นต่อก็เป็นคำตอบที่เพียงพอแล้ว
     ว่าเขาชอบผู้หญิงหรือผู้ชาย

     “ขอโทษนะ แจจิน ให้ชั้นแก้ตัวสิ”
     “แก้ตัวเหรอครับ...” แจจินหันไปมองหน้าซึงฮยอน

     เด็กหนุ่มปลดเข็มขัดของตัวเองออกแล้วรีบพุ่งร่างไปหาที่นั่งคนขับ เจ้าของรถที่ไม่คิดว่าการจูบแก้ตัวจะเกิดขึ้นเร็วไวปานฟ้าแลบขนาดนี้รีบดึงเบรกมือกลับขึ้นมาโดยสัญชาติญาณ


     ไม่รู้อะไรสั่งให้แจจินปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนตักคนขับในที่แคบเช่นรถยนต์ ปากกระจับที่เริ่มชื้นเพราะน้ำลายประกบลงทาบลงไปบนริมฝีปากแห้งผากของอีกคน

     ซึงฮยอนยังชักช้าอยู่เหมือนเดิม

     “...ไหนบอกว่าทำตามหัวใจตัวเองไง” ร่างเล็กละปากตัวเองออก กระซิบเบาจนมีแค่เขากับคนตรงหน้าที่ได้ยิน สองแขนเล็กคล้องคออีกคนไว้อย่างหลวมๆ
     “แจจิน คือ...”
     “ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ใจคุณอยากสิครับ”


     สะโพกของคนบนตักขยับเน้นวนไปมาอย่างเนิบนาบขณะที่ปากอิ่มจูบซึงฮยอนอีกครั้ง ลิ้นเริ่มเข้ามามีบทบาท และในที่สุดหนุ่มตอไม้แห้งของแจจินก็เริ่มตอบสนองเขาได้บ้าง ถึงจะยังประหม่าอยู่ก็เถอะ

     “อือ...” เสียงครางในลำคอชี้ชัดถึงเจตนาของแจจินที่พยายามจะปลุกอารมณ์ให้ซึงฮยอนและทำเกินกว่าเงื่อนไขของการบริจาค แต่นิ้วมือที่พยายามแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตนั้นเรียกคืนสติคนที่นั่งบนเบาะให้กลับมายังโลกแห่งความจริงอีกครั้ง

     “ดะ เดี๋ยว แจจิน หยุดก่อน” มือหนาผลักร่างที่เริ่มอ่อนปวกเปียกของคนตัวเล็กออก
     “อ...อะไรกัน ซึงฮยอน คุณทำกับผมแบบนี้อีกแล้วเหรอ
!” เขาโวยวายเสียงดัง
     “นี่ มีสติหน่อย
! ตอนนี้เรายังอยู่หน้าประตูร้านแม่ชั้นอยู่เลยนะ”



     !!!


     โชคดีแค่ไหนที่รถติดฟิล์มดำและตอนนี้ก็ค่ำแล้ว พนักงานต้อนรับสองคนยังคงยืนอยู่ พวกนั้นไม่เห็น และคงไม่คิดจะเพ่งเข้ามาในตัวรถของลูกชายเจ้าของร้านที่เกือบทำเรื่องไม่ดีงามและผิดที่ผิดทางเอาเสียมากๆ

     แล้วรถยนต์คันนี้ก็ได้ฤกษ์ขับออกไปจากร้านสักที แจจินกลับมานั่งที่เบาะของตัวเอง หลังจากบอกตำแหน่งของบ้านให้คนที่จะไปส่งเสร็จสรรพเขาก็ทำทีแกล้งหลับไปตลอดทางเพื่อหลีกเลี่ยงบรรยากาศประหลาดๆในรถตอนนี้



💋



     “อยากเข้ามาในบ้านก่อนมั้ย พ่อแม่ผมไม่อยู่ น้องสาวก็ไปค่ายที่ต่างจังหวัด”

     แขกของแจจินเดินเข้ามาถึงพื้นที่ด้านใน เจ้าของบ้านรีบไปเอาน้ำมาให้ซึงฮยอนแก้เก้อ ต่างคนต่างรู้สึกว่าการสบตากันช่างเป็นอะไรที่ทำได้ยากซะเหลือเกิน โดยเฉพาะกับแจจิน...

     “เมื่อกี๊ เกือบไปแล้ว” ซึงฮยอนยกมือเกาหัวแกรกๆ
     “เกือบอะไร”


     “ก็ นะ ชั้นยังไม่เคย...”
     “ซึงฮยอน ผมว่าคุณกลับบ้านได้แล้วล่ะ ยิ่งมืดแถบนี้ยิ่งอันตรายนะ” คนตัวเล็กหยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่แล้วเดินไปที่ประตูบ้าน
     “อะ อ้าว...”
     “อันที่จริง ผมว่าคุณเลิกจีบผมดีกว่า”
     “ห้ะ แต่เมื่อกี้นายยังจะ
---
     “คุณไม่ใช่สเปคผม” แจจินยืนกอดอก หน้าบึ้งเหมือนไปโกรธใครมา


     ซึงฮยอนจ้องหน้าแจจินอย่างงุนงงสงสัย แล้วไอ้การกระทำบนรถเมื่อกี้มันคืออะไร
     นั่นคือสิ่งที่เราทำกับคนที่ ไม่ใช่สเปค อย่างนั้นเหรอ

     “นายเพิ่งรู้จักชั้นแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะ รู้แล้วเหรอว่าชั้นไม่ใช่แบบที่นายชอบ”
     “ใช่ รู้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วแล้วด้วย”
     “ว่าไงนะ”


     ร่างที่ยังกอดอกอยู่เดินเข้ามาใกล้เขามากขึ้น

     “ต่อให้คุณจีบผมติดแล้วเราคบกัน ผมก็คงจะไม่มีความสุขหรอก”
     “ทำไมถึงพูดแบบนั้น แล้วคนประเภทไหนกันที่นายชอบ” ซึงฮยอนกอดอกบ้าง ส่งสายตาแข็งไปปะทะกับหน้านิ่วๆคิ้วขมวดเป็นโบว์ของแจจิน
     “นี่คุณดูไม่ออกเหรอว่าผมชอบ...”
     “อะไรล่ะ”


     ไหนๆหมอนี่ก็เป็นคนตรงๆอยู่แล้ว คงไม่เป็นอะไรมากหรอกถ้าเขาจะขอพูดตรงๆกลับไปบ้าง

     “คุณน่ะ เป็นพวกตายด้าน!

     “...”

     “ทีนี้เข้าใจรึยัง ซึงฮยอน



TBC

อ่าน Part 2 กดที่นี่

No comments:

Post a Comment